ถุงใต้ตาเกิดจากอะไร รักษาได้ไหม มีผลกระทบอะไรบ้าง

ถุงใต้ตาเกิดจากอะไร รักษาได้ไหม มีผลกระทบอะไรบ้าง

ถุงใต้ตา เป็นหนึ่งในปัญหาที่หลายคนกังวล ไม่ว่าจะอยู่ในช่วงวัยรุ่นหรือวัยผู้ใหญ่ โดยมีลักษณะเป็นก้อนบวมเล็ก ๆ ใต้ตา ถุงใต้ตาหย่อนคล้อยทำให้ใบหน้าดูโทรม เหนื่อยล้า ไม่สดใส และดูแก่กว่าวัย โดยถุงใต้ตาเกิดได้จากหลายปัจจัย เช่น อายุ ความเครียด พันธุกรรม หรือพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่ไม่เหมาะสม บทความนี้จะพาไปเรียนรู้สาเหตุของถุงใต้ตา พร้อมแนะนำวิธีดูแลและแก้ไขอย่างถูกวิธี เพื่อให้ดวงตากลับมาดูสดใส อ่อนเยาว์อีกครั้ง

ถุงใต้ตาคืออะไร

ถุงใต้ตา (Eye Bags) คือ ถุงไขมันที่สะสมบริเวณใต้ตาหรือขอบตาล่าง ซึ่งมักมีลักษณะเป็นก้อนนูน บวมปูด หรือดูตุ่ยอย่างเห็นได้ชัด แม้จะพบได้บ่อยในผู้สูงวัย แต่ในความเป็นจริง ถุงใต้ตาสามารถเกิดได้กับทุกเพศทุกวัย แม้แต่ในคนที่ยังอายุน้อย หากมีปัจจัยกระตุ้น เช่น การพักผ่อนไม่เพียงพอ หรือพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่ไม่เหมาะสม ก็อาจทำให้เกิดถุงใต้ตาได้เช่นกัน ส่งผลให้ใบหน้าดูอ่อนล้า เหนื่อย และแก่กว่าวัยจริง

นอกจากนี้ ในบางกรณีที่มีอาการขอบตาคล้ำ โดยเฉพาะในผู้ที่เป็นโรคภูมิแพ้ เช่น ภูมิแพ้อากาศ อาจมีเส้นเลือดใต้ผิวหนังบริเวณใต้ตาขยายตัวจนเห็นได้ชัด ทำให้ผิวรอบดวงตาดูคล้ำคล้ายกับถุงใต้ตา จนหลายคนอาจเข้าใจผิดว่าเป็นปัญหาเดียวกัน ทั้งที่ความจริงแล้วมีสาเหตุแตกต่างกัน

สาเหตุของการเกิดถุงใต้ตา

สาเหตุของการเกิดถุงใต้ตา

สาเหตุของการเกิดถุงใต้ตา สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทหลัก คือ ถุงใต้ตาแท้ที่เกิดจากพันธุกรรม รวมถึงอายุที่มากขึ้น และถุงใต้ตาเทียมที่เกิดจากพฤติกรรมการใช้ชีวิต โดยมีดังต่อไปนี้

  • อายุที่มากขึ้น : เมื่ออายุมากขึ้น ผิวหนังจะค่อย ๆ สูญเสียคอลลาเจนและความยืดหยุ่น กล้ามเนื้อที่รองรับไขมันใต้ตาก็เริ่มหย่อนคล้อย ทำให้ไขมันใต้ตาเคลื่อนตัวออกมาเป็นถุงนูนที่เห็นได้ชัด
  • กรรมพันธุ์ : บางคนมีแนวโน้มที่จะเกิดถุงใต้ตาได้ง่ายกว่าคนอื่น เนื่องจากลักษณะโครงสร้างของกระดูกใบหน้า หรือปริมาณไขมันใต้ตาที่ถ่ายทอดมาทางพันธุกรรม
  • พักผ่อนไม่เพียงพอ : การนอนหลับไม่เพียงพอทำให้ระบบไหลเวียนโลหิตทำงานได้ไม่เต็มที่ ส่งผลให้ของเหลวและไขมันสะสมอยู่บริเวณใต้ตา อาจทำให้ตาดูบวมและหมองคล้ำ
  • รับประทานอาหารรสเค็มจัด : อาหารที่มีโซเดียมสูง จำพวกอาหารแปรรูปหรือขนมขบเคี้ยว จะทำให้ร่างกายกักเก็บน้ำไว้มากขึ้น ส่งผลให้เกิดอาการบวมน้ำ โดยเฉพาะบริเวณผิวหนังที่บอบบาง เช่น ใต้ตา
  • ดื่มน้ำไม่เพียงพอ : การดื่มน้ำไม่เพียงพอทำให้ผิวขาดความชุ่มชื้น ขาดความยืดหยุ่น และทำให้ถุงใต้ตาดูเด่นชัดมากขึ้น
  • โรคภูมิแพ้ : ผู้ที่เป็นภูมิแพ้ มักมีอาการคัดจมูก น้ำมูกไหล และอาจเกิดอาการบวมรอบดวงตาได้ รวมถึงอาจมีเส้นเลือดใต้ตาขยายตัว ทำให้เกิดรอยคล้ำและดูเหมือนมีถุงใต้ตา
  • ขยี้ตาแรง : การขยี้ตาบ่อย ๆ หรือแรง ๆ จะทำให้เส้นเลือดฝอยใต้ผิวหนังบริเวณรอบดวงตาเสียหาย เกิดการระคายเคืองและบวม จนอาจทำให้ถุงใต้ตาดูเด่นชัดขึ้น
  • ใช้สายตามากเกินไป : การเพ่งหน้าจอหรือใช้สายตาต่อเนื่องเป็นเวลานาน ทำให้กล้ามเนื้อรอบดวงตาเมื่อยล้า เกิดอาการบวมชั่วคราว และอาจทำให้ดูเหมือนมีถุงใต้ตา
  • ความเครียด : ความเครียดส่งผลต่อการไหลเวียนโลหิตในร่างกาย และอาจทำให้ของเหลวและไขมันสะสมบริเวณใต้ตามากกว่าปกติ
  • การดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ : แอลกอฮอล์มีฤทธิ์ขยายหลอดเลือด ทำให้เลือดและของเหลวไหลเวียนมารวมกันบริเวณใต้ตาในปริมาณมากขึ้น จนเกิดอาการบวมและถุงใต้ตา
ผลกระทบของถุงใต้ตา

ผลกระทบของถุงใต้ตา

ถุงใต้ตาไม่ใช่เพียงปัญหาด้านความงามเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อหลายด้านทั้งในแง่ของสุขภาพและจิตใจ ดังต่อไปนี้

  • ทำให้ใบหน้าดูอ่อนล้า ไม่สดใส ดูแก่กว่าวัย
  • ไม่มีความมั่นใจในรูปลักษณ์ของตนเอง
  • มีปัญหาในการแต่งหน้า อาจปกปิดถุงใต้ตาได้ยาก
  • บ่งบอกถึงโรคบางอย่าง เช่น โรคไต โรคหัวใจ โรคภูมิแพ้ หรือความดันโลหิตสูง
  • ผิวรอบดวงตาอาจเสื่อมสภาพเร็ว
  • อาจเกิดรอยคล้ำและริ้วรอยร่วมด้วย ทำให้ยิ่งดูโทรมและมีอายุ
  • อาจทำให้ในบางรายเกิดความเครียด ความกังวล
วิธีการแก้ไขถุงใต้ตา

วิธีการแก้ไขถุงใต้ตา

ถุงใต้ตา เป็นปัญหาที่สร้างความกังวลใจให้กับใครหลายคน ทั้งในแง่ของความงามและความมั่นใจในตนเอง ปัจจุบันมีหลากหลายวิธีที่สามารถช่วยลดและแก้ไขถุงใต้ตาได้ ตั้งแต่วิธีลดถุงใต้ตาแบบธรรมชาติ ไปจนถึงการใช้หัตถการและเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ทันสมัย ดังต่อไปนี้

วิธีลดถุงใต้ตาแบบธรรมชาติ

วิธีลดถุงใต้ตาด้วยวิธีธรรมชาติ สามารถทำได้ด้วยตัวเองแบบง่าย ๆ แบบไม่ต้องเจ็บตัวและไม่ต้องผ่าตัด โดยมีวิธีดังต่อไปนี้

  • พักผ่อนให้เพียงพอ : การนอนหลับอย่างน้อย 7–8 ชั่วโมงต่อคืน ช่วยให้ระบบไหลเวียนโลหิตทำงานได้ดี ลดการสะสมของไขมันใต้ตา และช่วยให้ใบหน้าดูสดใสขึ้นในตอนเช้า
  • ใช้ถุงชา : นำถุงชาที่ใช้แล้วแบบอุ่น ๆ แล้ววางบนดวงตาประมาณ 10–15 นาที สารแทนนินและสารต้านอนุมูลอิสระในชา ทำให้ลดการอักเสบและบวมรอบดวงตาได้ดี
  • ประคบเย็น : สามารถใช้น้ำแข็ง หรือผ้าชุบน้ำเย็นประคบวางไว้ใต้ตา สามารถช่วยหดเส้นเลือด ลดบวม และกระชับผิวรอบดวงตาได้ชั่วคราว
  • ทาครีมใต้ตา : เลือกใช้ครีมบำรุงที่มีส่วนผสมของคาเฟอีน เปปไทด์ หรือกรดไฮยาลูโรนิก ซึ่งช่วยลดบวม เติมความชุ่มชื้น และกระชับผิวบริเวณใต้ตาได้อย่างอ่อนโยน

วิธีลดถุงใต้ตาด้วยหมอ

วิธีลดถุงใต้ตาด้วยหมอ เป็นการแก้ไขด้วยการนำเทคโนโลยีทางการแพทย์มาช่วยในการรักษา ซึ่งมีทั้งการผ่าตัดและไม่ผ่าตัด โดยให้ผลลัพธ์ในการรักษาที่แตกต่างกัน ดังต่อไปนี้

  • การผ่าตัดถุงใต้ตา : แพทย์จะทำการย้ายไขมันที่อยู่ในถุงใต้ตาไปเติมเต็มบริเวณร่องน้ำตาหรือร่องโค้งใต้ตาคล้ายพระจันทร์เสี้ยว ทำให้ผิวใต้ตาเรียบเนียนขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ นอกจากนี้ ยังมีการตัดพังผืดที่อยู่ระหว่างผิวหนังกับกระบอกตา เพื่อลดโอกาสในการกลับมาเกิดถุงใต้ตาซ้ำในอนาคต
  • การฉีดฟิลเลอร์ : เป็นการฉีดสารเติมเต็มในบริเวณถุงใต้ตา ซึ่งมักเกิดการยุบตัวตามวัย เมื่ออายุมากขึ้น กระดูกบริเวณใต้ตาจะค่อย ๆ ฝ่อลง ทำให้ผิวหนังและไขมันที่เคยแนบสนิทบริเวณนั้นหย่อนคล้อยและกลายเป็นถุงใต้ตา
  • การทำ Hifu Ultraformer : เป็นการช่วยยกกระชับ ลดไขมันถุงใต้ตาได้บางส่วน โดยเป็นนวัตกรรมที่ใช้คลื่นอัลตร้าซาวด์ ยิงลงไปใต้ผิวแต่ละชั้น ทำให้ผิวเกิดการหดตัว
  • การใช้คลื่น Radio Frequency-RF : การใช้คลื่นวิทยุ เช่น Thermage ในการช่วยลดถุงใต้ตา เป็นการช่วยลดไขมันและทำให้ผิวกระชับขึ้น
  • การดูดไขมันถุงใต้ตา : วิธีนี้จะเป็นการผ่าตัด โดยอาจมีรอยแผลขนาดเล็กด้านในเปลือกตา ไม่จำเป็นต้องตัดไหม
  • การเลเซอร์ถุงใต้ตา : ใช้เทคโนโลยีแสงเลเซอร์ เพื่อช่วยกระชับผิวและสลายไขมันส่วนเกินบริเวณใต้ตา หลังทำจะไม่เกิดรอยแผล ไม่มีอาการบวมช้ำ ใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ เหมาะกับคนที่ถุงใต้ตาที่ไม่เยอะมาก

วิธีการป้องกันการเกิดถุงใต้ตา

แม้ว่าถุงใต้ตาจะเกิดได้จากหลายปัจจัย ทั้งอายุ พันธุกรรม หรือพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน แต่เราสามารถลดความเสี่ยงและชะลอการเกิดถุงใต้ตาได้ ด้วยการดูแลตัวเองอย่างถูกวิธี ดังนี้

  • พักผ่อนให้เพียงพอ อย่างน้อยวันละ 7–8 ชั่วโมง
  • หลีกเลี่ยงการขยี้ตาแรง ๆ
  • ดื่มน้ำให้เพียงพอ วันละ 6–8 แก้ว
  • หลีกเลี่ยงอาหารเค็มที่มีโซเดียม
  • ทาครีมบำรุงรอบดวงตาอย่างสม่ำเสมอ
  • รักษาอาการภูมิแพ้อย่างเหมาะสม
  • หลีกเลี่ยงแอลกอฮอล์และบุหรี่
  • ปกป้องผิวจากแสงแดด เพราะแสง UV ทำให้ผิวเสื่อมสภาพเร็วขึ้น

โดยการดูแลตัวเองอย่างสม่ำเสมอ ไม่เพียงช่วยป้องกันถุงใต้ตาเท่านั้น แต่ยังช่วยให้ใบหน้าดูสดใส อ่อนเยาว์ และสุขภาพผิวดีในระยะยาวอีกด้วย

แก้ถุงใต้ตาที่มาสเตอร์พีชดีอย่างไร

แก้ถุงใต้ตาที่มาสเตอร์พีชดีอย่างไร

การแก้ถุงใต้ตาสามารถทำได้หลายวิธี ตั้งแต่รักษาด้วยวิธีธรรมชาติ ตลอดจนการทำหัตถการ ซึ่งที่โรงพยาบาลมาสเตอร์พีชมีบริการให้คำปรึกษาปัญหาถุงใต้ตากับทีมแพทย์ โดยไม่มีค่าใช้จ่าย เพื่อประเมินและวางแผนการรักษาให้เหมาะสมกับแต่ละบุคคล โดยมีราคาผ่าตัดแก้ถุงใต้ตาเริ่มต้นอยู่ที่ราคา 25,000 บาท